เปิด 3 มุมมองใหม่ของ Gen Z และ Millennials ที่กำลังจะเปลี่ยนโลกการทำงานไปตลอดกาล
Introduction: Beyond the Stereotypes
เรามักได้ยินคำจำกัดความที่ใช้เรียกคน Gen Z และ Millennials ในที่ทำงานอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็น “job hoppers” ที่เปลี่ยนงานบ่อย หรือ “purpose seekers” ที่มองหาความหมายในการทำงาน แต่คำเรียกเหล่านี้เป็นเพียงภาพสะท้อนผิวเผินเท่านั้น ผลสำรวจล่าสุดจาก Deloitte Global’s 2025 Gen Z and Millennial Survey ซึ่งสำรวจความคิดเห็นของคนรุ่นใหม่กว่า 23,000 คนใน 44 ประเทศทั่วโลก ได้เผยให้เห็นความจริงที่ซับซ้อนกว่านั้น บทความนี้จะเจาะลึก 3 ประเด็นสำคัญที่เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก ซึ่งประกอบกันเป็น “ไตรเฟคต้า” (trifecta) ที่กำหนดนิยามประสบการณ์การทำงานและจะเปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่ออนาคตของการทำงานไปอย่างสิ้นเชิง
1. พวกเขาไล่ล่า “ทักษะ” ไม่ใช่ “ตำแหน่ง” ผู้บริหาร
ข้อมูลที่น่าตกใจที่สุดจากผลสำรวจคือ มีผู้ตอบแบบสอบถามชาว Gen Z และ Millennial เพียง 6% เท่านั้น ที่ระบุว่าเป้าหมายหลักในสายอาชีพคือการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง สิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญมากกว่าตำแหน่งคือ “การเติบโต” ในรูปแบบของโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะใหม่ๆ โดยการเรียนรู้และพัฒนา (Learning and Development) เป็นหนึ่งใน 3 เหตุผลหลักที่พวกเขาเลือกทำงานกับองค์กรปัจจุบันที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่านั้นคือ ทักษะที่พวกเขาให้ความสำคัญมากที่สุดกลับไม่ใช่ทักษะด้านเทคโนโลยี แต่เป็น “Soft Skills” หรือทักษะด้านสังคมและอารมณ์
-
- 86% ของ Gen Z และ 85% ของ Millennials เชื่อว่า Soft Skills (เช่น การสื่อสาร, ภาวะผู้นำ, ความเห็นอกเห็นใจ) เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อความก้าวหน้าในอาชีพในขณะที่ เพียงประมาณ 60% เชื่อว่าทักษะด้าน AI เป็นสิ่งจำเป็น
มุมมองนี้ยังเชื่อมโยงกับการที่คนรุ่นใหม่เริ่มตั้งคำถามต่อคุณค่าของการศึกษาระดับอุดมศึกษาแบบดั้งเดิม โดย 31% ของ Gen Z และ 32% ของ Millennials ตัดสินใจไม่เรียนต่อในระดับอุดมศึกษา เพราะมีความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายที่สูง และความรู้ที่ได้รับอาจไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดงานจริง
สำหรับองค์กรแล้ว นี่คือสัญญาณว่าการสร้างเส้นทางความก้าวหน้าแบบเดิมๆ ที่มุ่งเน้นการเลื่อนตำแหน่งอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องเปลี่ยนไปสู่การสร้างโอกาสในการเรียนรู้ผ่านการทำงานจริงและการมีพี่เลี้ยง (mentorship) ซึ่งกลายเป็นเรื่องเร่งด่วน โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลชี้ว่าผู้จัดการในปัจจุบันใช้เวลาเกือบ 40% ไปกับงานธุรการ แต่ใช้เวลาเพียง 13% ในการพัฒนาทีมงานของตนเอง ช่องว่างนี้คือจุดที่องค์กรต้องเข้ามาแก้ไขเพื่อรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพไว้
2. ความวิตกกังวลทางการเงินคือเรื่องจริง และมันกำลังบั่นทอนทุกอย่าง
ความมั่นคงทางการเงินไม่ใช่แค่เรื่องของเงิน แต่เป็นรากฐานสำคัญของความสุขและความเป็นอยู่ที่ดีทั้งหมดของคนรุ่นใหม่ และสถานการณ์ในปัจจุบันก็น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งข้อมูลจากผลสำรวจสะท้อนความรุนแรงของปัญหานี้อย่างชัดเจน:
-
- ความรู้สึกไม่มั่นคงทางการเงินเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ โดย 48% ของ Gen Z และ 46% ของ Millennials รู้สึกไม่มั่นคงทางการเงินในปี 2025 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากตัวเลขประมาณ 30-32% ในปี 2024มากกว่าครึ่งหนึ่งของคนทั้งสองรุ่นใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน
สถานะทางการเงินมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับความสุขอย่างปฏิเสธไม่ได้ โดยกลุ่มคนที่รู้สึกมั่นคงทางการเงินมีแนวโน้มที่จะมีความสุขมากกว่ากลุ่มที่ไม่มั่นคงทางการเงินถึงสองเท่า (60-68% เทียบกับ 28-31%) สถานการณ์นี้ตอกย้ำแนวคิดหลักของผลสำรวจที่ว่า หากปราศจากความมั่นคงทางการเงินแล้ว คนรุ่นใหม่ก็ยากที่จะทุ่มเทสมาธิให้กับเป้าหมายอื่นๆ เช่น การพัฒนาทักษะ หรือการแสวงหางานที่มีความหมายได้อย่างเต็มที่ “มากกว่า 80% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าอนาคตทางการเงินระยะยาวและการเงินในชีวิตประจำวันเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความวิตกกังวลหรือความเครียด”ความเครียดทางการเงินนี้ได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่สามารถมุ่งเน้นไปที่การเติบโตในด้านอื่นๆ ของอาชีพการงานได้เต็มที่ ยิ่งไปกว่านั้น ความเครียดนี้ยังถูกซ้ำเติมจากปัจจัยในที่ทำงานโดยตรง เช่น ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานและการไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควร ซึ่งเป็นสิ่งที่องค์กรสามารถเข้ามาจัดการและแก้ไขเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เกื้อหนุนต่อพนักงานได้
3. “Purpose” ไม่ใช่แค่คำสวยหรู และพวกเขาพร้อมจะเดินจากไปเพื่อมัน
“Purpose” หรือ “ความหมายในการทำงาน” ไม่ใช่แค่คำศัพท์ทางการตลาด แต่เป็นปัจจัยสำคัญที่คนรุ่นใหม่ใช้ในการตัดสินใจเรื่องอาชีพอย่างจริงจัง และพวกเขาพร้อมที่จะเลือกเดินออกมาจากงานที่ไม่ตอบโจทย์คุณค่าของตนเอง
ข้อมูลต่อไปนี้เป็นหลักฐานที่ชัดเจน: 44% ของ Gen Z และ 45% ของ Millennials เคยลาออกจากงานที่พวกเขารู้สึกว่าไม่มีความหมาย
- ประมาณ 40% ของทั้งสองกลุ่มเคยปฏิเสธงานหรือโปรเจกต์ หรือแม้กระทั่งปฏิเสธองค์กรที่ไม่สอดคล้องกับจริยธรรมหรือความเชื่อส่วนตัวของพวกเขาอย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่น่าสนใจเพิ่มเติมคือ หากพวกเขาไม่สามารถหาความหมายจากการทำงานได้ นี่ไม่ใช่การละทิ้งอุดมการณ์ แต่เป็นทางเลือกเชิงกลยุทธ์ที่เชื่อมโยงโดยตรงกับความกดดันทางการเงินมหาศาลที่กล่าวถึงในหัวข้อที่แล้ว โดยพวกเขาจะเลือกทำงานที่ให้ “เงินเดือนสูงและสมดุลชีวิตที่ดี” แทน เพื่อที่พวกเขาจะได้มีเวลาและทรัพยากรไปทำสิ่งที่พวกเขาสนใจและเห็นว่ามีความหมาย นอกเวลางานนี่ไม่ได้หมายความว่างานไม่สำคัญต่อตัวตนของพวกเขา ในทางกลับกัน ข้อมูลชี้ว่า 41% ของ Gen Z และ 46% ของ Millennials มองว่างานหลักคือส่วนสำคัญของตัวตน (identity) รองจากแค่เพื่อนและครอบครัวเท่านั้น และนั่นคือเหตุผลที่แท้จริง: เพราะงานมีความสำคัญต่อตัวตนอย่างยิ่งยวด การทำงานในองค์กรที่ขัดแย้งกับคุณค่าส่วนตัวจึงเป็นเรื่องที่พวกเขายอมรับไม่ได้
สรุป: นิยามอนาคตของการทำงานใหม่
บทสรุปที่ชัดเจนจากผลสำรวจครั้งนี้คือ Gen Z และ Millennials ไม่ได้กำลังมองหา “งาน” ในความหมายเดิมๆ แต่พวกเขากำลัง “ออกแบบชีวิต” ที่การทำงานเป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งที่ต้องเข้ามาสนับสนุนและสอดคล้องกับเป้าหมายและความสุขโดยรวมของพวกเขา
ในเมื่อคนรุ่นนี้กำลังจะกลายเป็นกำลังแรงงานส่วนใหญ่ของโลก คำถามสำคัญที่องค์กรต่างๆ ต้องตอบให้ได้ก็คือ: องค์กรพร้อมที่จะนิยามคำว่า ‘ความสำเร็จ’ ใหม่ ที่ไปไกลกว่าแค่การไต่เต้าบนบันไดอาชีพแล้วหรือยัง?
ที่มา:
Faber, E. (2025, 2 มิถุนายน). Gen Zs and millennials at work: Pursuing a balance of money, meaning, and well-being. Deloitte Insights. https://www.deloitte.com/us/en/insights/topics/talent/2025-gen-z-millennial-survey.html



